choositt's profile^_^ PikaachoO ^_^PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
^_^ PikaachoO ^_^ความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ชีวิตก็ย่อมต้องก้าวไป โย่วว์!!
April 22 พยายามให้เต็มที่นะครับสงสัยช่วงนี้จะว่างนะครับ เลยมีเรื่องมาเล่าให้ฟังอีกแล้ว แล้วก็คงจะเป็นคนแก่พอสมควรเลยละ เพราะว่าช่วงนี้ไม่รู้เป็นไร นึกถึงแต่เรื่องราวเก่าๆ จำเรื่องที่ไม่น่าจะจำ แต่ก็นะ บางทีการที่เอาเรื่องที่ไม่น่าจำมานึกถึงมันก็มีข้อคิดอะไรดีๆ เหมือนกัน อย่างเช่นเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ทำให้ผมเปลี่ยนแนวความคิดที่เคยมีมาโดยตลอด และก็สามารถ มายืนอยู่ได้ถึงจุดนี้ (ว้าว พูดซะเว่อร์เชียว อิอิ)
เรื่องนี้มันมีอยู่ว่า ตอนนั้นผมอยู่ ม.3 (ยังละอ่อนอยู่เลยเนอะ) ตอนนั้นเป็นหัวหน้ามีหน้าที่นิดหน่อย ก็ทำเต็มที่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความรับผิดชอบหรือว่ากลัวเสียหน้าก็ไม่รู้ ก็เลยจะพยายามทำทุกอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้ว่าจะเรียนดีเด่ อะไรหรอก นะ มีอยู่วิชาหนึ่ง วิชาศิลปะ อาจารย์โหดมากกกกกกก เวลาเรียนต้องนั่งนิ่ง ตั้งใจฟัง (ทั้งๆ ที่มันเป็นวิชาศิลปะน่ะนะ ต้องตอบเสียงดังฟังชัด) แล้วเราก็ซวยว่าเราเป็นหัวหน้าห้อง 555 เลยต้องพยายามทำให้เต็มที่ จริงๆ ก็คือกลัวเสียหน้านะแหล่ะ มีงานชิ้นหนึ่ง อาจารย์สั่งตั้งหนึ่งอาทิตย์ แต่ว่าด้วยความเป็นวิชาศิลปะ (วิชาที่เราไม่ถนัดมากเอาซะเลย) คำสั่งคือให้ทำ โมบาย (แบบ แปลกๆ) เออ ทำยังไงดีหว่า คิดเท่าไหร่คิดไม่ออกสักที แต่ก็ไม่ได้พยายามที่จะทำ เพราะคิดก็คิดไม่ออก 555 แล้วก็มีงานอะไรอีกสักอย่างนี้แหล่ะสั่งเพิ่มเข้ามา ปรากฏว่า งานสองชิ้นนี้ ต้องส่งพร้อมกัน แต่ไอ้ความขี้เกียจและ ความ...(นึกไม่ออก) เอาเป็นว่านิสัยไม่ดีแล้วกัน ก็เลยได้มานั่งทำงานตอนเย็นของวันอังคาร งานนี้ต้องส่งวันพุธ คิดก็คิดไม่ออก เวลาก็น้อยลงทุกที ..... .... ร้องไห้ แหล่ะ (มานั่งนึกดูก็ขำดีเหมือนกัน) แต่ก็ได้ยินแม่บอกกับผมว่า “ไหนๆ ให้แม่ช่วยอะไรไหม เวลายังมีเหลืออีกตั้งเยอะ มาๆ แม่ช่วย) ไอ้เราก็... ในใจก็คิดว่า ยังไงก็ไม่ทันแล้ว ก็เอาแต่ร้องไห้ จนแม่ก็หยิบนู้นหยิบนี้มาทำ เราก็เลยเหมือนได้สติ แล้วก็กลับมาตั้งใจทำงานจนมัน เหมือนจะเสร็จ 555 (คือมันเสร็จนะแหล่ะ แต่ไม่สวยเอาซะเลย) แม่สอนว่า “อย่าเพิ่งท้อ ถ้ายังไม่พยายาม ถึงพยายามแล้ว แต่เวลายังเหลือก็ต้องทำให้เต็มที่ และ ถ้าทำเต็มที่แล้วจริงๆ ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็ต้องภูมิใจกับมัน ว่าเราทำเต็มที่แล้ว อาจจะเสียใจได้ แต่อย่าท้อ พยายามต่อไป และหาทางแก้ไข” แม่ไม่ได้พูดอย่างนี้หรอกครับ แต่การกระทำที่แม่ทำให้ผมดู ทำให้ผมเรียบเรียงออกมาเป็นประโยคนี้ ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ทำงานก่อนส่ง 1 คืน 555 (ไม่ได้ใส่ใจที่แม่สอนเล้ย) แต่ไม่เคยท้อ และไม่เคยยอมแพ้ และได้เรียนรู้เพิ่มว่าเวลาเพียงข้ามคืน คนเราสามารถทำอะไรได้มากเลยนะ ตอนนี้ ผมอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเท่าไหร่นัก อาจเพราะความขี้เกียจเป็นเหตุ แต่ไม่เคยที่จะทิ้งความรับผิดชอบในหน้าที่ และต้องพยายามให้เต็มที่ ถึงจะเสียใจบ้าง แต่ก็ขอให้เต็มที่
หวังว่าคนที่ได้มาอ่าน จะได้อะไรดีๆ กลับไปนะครับ (มีสาระไหมเนี่ยะ อิอิ)
March 24 เรื่องเล่าของชายคนหนึ่งอันนี้คิดขึ้นมาเล่นๆ นะครับ หมายเหตุ : บุคคลในเรื่องนี้หาได้เกี่ยวข้องกับใครใดๆ ในชีวิตจริงก็หาไม่ โฮะๆๆๆๆ
เรื่องมันมีอยู่ว่า ชายหนุ่มคนหนึ่ง
กำลังตกหลุมรักผู้หญิงที่แสนจะไม่ธรรมดาเลยสำหรับเขา
ก่อนหน้านี้เขากลัวมากมายกับการที่จะรักใครสักคนหนึ่ง
เพราะว่าเขาเคยเจ็บกับความรักครั้งเก่ามาแล้ว
แต่เวลาก็ได้ผ่านมา และผ่านไปทำให้เขาได้พบกับเธอคนนี้
มันอาจจะเป็นเรื่องแปลกสำหรับใครๆ แต่เขาถือว่าเป็นเรื่องปรกติสำหรับเขา
สำหรับการที่ได้แอบชอบใคร มันช่างสร้างความสุขมากมายกับเขา
การพบเจอเธอ เป็นการพบเจอที่ธรรมดามาก ก็เธอเป็นเพื่อนกับเขา
ทำให้การได้พบได้พูดคุย กับเธอทำให้เขาคนนี้มีความสุขมากมาย
แต่อยู่มาวันหนึ่ง เขาก็คิดที่จะพยายามทำมันให้มากกว่าคำว่าเพื่อน (ฮั่นแน่ ไม่ได้หมายความว่าจะไปข่มขืนเธอหรอกนะ)
แปลกสำหรับเขา เพราะทำไมตั้งแต่เขาพยายามที่จะทำให้มันเป็นมากกว่าคำว่าเพื่อน
เขากลับไม่เคยมีความสุขอีกเลย ไม่เหมือนกับตอนที่ได้พบได้พูดคุยธรรมดา
กลับกลายเป็นว่า เขาต้องจมอยู่กับความทุกข์ จมกับความคิดอยู่ว่าเธอคนนั้นจะคิดอย่างไรกับเขา
เขาใช้เวลาอยู่นานกว่าจะรู้ว่าจะตัดสินใจยังไงกับทางเลือกระหว่างความสุขที่เคยมีกับความทุกข์ที่กำลังดำเนินอยู่
เขาตัดสินใจ...เลือกความสุขที่เคยมี
เขาถอยหลังกลับและปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างให้เหมือนเดิม
แม้ว่าความสุขที่เกิดขึ้นจะน้อยลง แต่อย่างน้อยก็มีความสุข
เขาเริ่มรู้และเข้าใจแล้วว่า การที่จะรักใครสักคนหนึ่ง ไม่จำเป็นที่ต้องเป็นเจ้าของ (ด้วยการเป็นแฟนกัน)
การที่ได้เห็นคนที่เขารักมีความสุข ก็ทำให้เขาเป็นสุขได้เช่นกัน
แม้ว่ามันอาจจะไม่สุขเท่ากับอดีตที่ผ่านมา
แต่อย่างน้อยเขาก็สุข สุขกับการได้รักใครสักคนหนึ่งอย่างแท้จริง
จบครับ 5555 March 20 ตอนที่ 2ตอนที่ 2 ฝนยังตกไม่หยุด ของขวัญตอนนี้มาอยู่ตรงหน้าดนัย อึ้งกันไปสักพักก่อนที่จะมีเสียงที่ทำลายความเงียบหลุดออกมา “ขอบคุณมากน่ะสำหรับของขวัญ” ดนัยตอบแต่ตอนนี้หลบสายตาไปแล้ว ดนัยพูดพลางหยิบห่อของขวัญจากมือแนน “แต่สำหรับเรื่องที่แนนถามว่าเรารู้สึกยังไงกับแนน...” หยุดไปพักนึง “เราชอบแนนแค่เพื่อนจริงๆ น่ะ” แล้วดนัยก็ตอบออกมา น้ำตาที่ไม่รู้มาจากไหน ออกมาจากตาของแนน ดนัยยกมือมาปาดน้ำตาแนนทันที ความรู้สึกใจเต้นโครมครามก่อนการที่จะบอกความรู้สึก ...หายไป ตอนนี้ขณะเสียงฝนตกก็ยังแทบไม่ได้ยิน แทบจะมองไม่เห็นดนัยที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วด้วยซ้ำ เป็นภาพมัวๆ ของน้ำตา “ดนัยไม่เคยชอบเราเลยเหรอ” เสียงที่สั่นเครือของแนนถามซ้ำอีกที “เราต้องขอโทษแนน จริงๆ น่ะ เรามีคนที่เราชอบอยู่แล้ว” ดนัยตอบ พลางพยายามเช็ดน้ำตาจากแก้มแนนให้หมด แต่มันไม่มีทางจะหมด “แนน อย่าร้องไห้เลยน่ะ ยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีกับแนนเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสักหน่อย ยิ้มหน่อยสิน้า” ดนัยพยายามปลอบ “แนน...แนนกลับก่อนน่ะ แล้วพรุ่งนี้เจอกัน” แนนตอบ พลันวิ่งออกไปนอกอาคาร ฝนตอนนี้ไม่ใช่ประเด็นแล้ว บางทีฝนอาจจะดีก็ได้น่ะ อาจจะทำให้น้ำตาหยุดไหลก็ได้ แนนวิ่งออกไปหยุดยืนรอที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียน ตัวเปียกปอนไปหมด
ดนัยพยายามวิ่งตามไป แต่ไม่ทันแล้ว แนนก้าวขึ้นรถเมล์ไป น้ำตาที่เก็บมาตั้งนาน ก็หลุดออกมาเหมือนกัน “อาจจะดูใจร้าย แต่ก็คงต้องบอกไปอย่างนั้น”ดนัยคิดในใจ “ขอโทษน่ะแนน อีกหน่อยแล้วแนนจะเข้าใจ ว่าทำไมเราถึงบอกยังงั้น” ดนัยยืนอยู่กลางฝน มองแนนลับตาไป
“แนนเป็นอะไรน่ะลูก ทำไมเปียกมาขนาดนั้น” แม่ของแนนร้องถามด้วยความตกใจ แต่แนนไม่ทันได้ตอบ รีบวิ่งขึ้นห้องไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ในหัวของแนน กลับมีแต่ภาพและเรื่องราว ที่เคยได้คุย ได้ทำร่วมกันกับดนัย ภาพที่เห็นทำไมไม่เข้ากับเสียงสุดท้ายที่ตอนนี้ ยังดังก้องอยู่ในหัว
คืนนี้หมดไปอย่างรวดเร็ว การเหนื่อยล้าของจิตใจทำให้แนนเผลอหลับไปอย่างรวดเร็ว
เร็วเช้าวันรุ่งขึ้น อากาศหนาวก็กลับมาอีกครั้ง แนนดูขรึมไป “แนน เมื่อวานเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ข้าวก็ไม่ลงมากิน แม่เคาะประตูตั้งหลายทีก็ไม่เปิด” คุณแม่ของแนน ถามด้วยความเป็นห่วง “เมื่อวานมีปัญหานิดหน่อยค่ะ แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว” แนนตอบเสียงเย็นๆ หลังจากนั้นก็นั่งทานอาหารเช้าร่วมกัน
ตอนนี้แนนอยู่กับแม่สองคน เพราะตอนนี้พ่อของแนนกำลังทำงานอยู่ต่างประเทศ พ่อของแนน เป็นผู้จัดการดูแลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายเอเชียอาคเนย์ จะได้กลับบ้านก็ปีละครั้ง ความจริงแนนก็คงต้องติดตามพ่อไปอยู่ที่สิงคโปร์ แต่แม่คิดว่าการที่เราอยู่เมืองไทยสักพัก รอให้ลูกสาวโตก่อน น่าจะดีกว่า เพราะอย่างน้อยสังคมที่นี้ แม่ก็ยังคุ้นเคย ดูแลลูกได้ง่ายกว่า
“เดี๋ยวหนูไปโรงเรียนก่อนน่ะค่ะ สวัสดีค่ะ” แนนใส่รองเท้าเสร็จแล้วกล่าว หลังจากนั้นก็หันหลังออกจากบ้านไป แม่ก็มองตามด้วยความเป็นห่วง
เมื่อวานเพียงหนึ่งวันเหมือนยาวนานราวหนึ่งเดือน เช้าวันนี้ความสดใสของแนนที่เคยมีก็ยังไม่กลับมา วันนี้ดนัยก็ขาดเรียนอีกหนึ่งวัน นี้คือสัปดาห์สุดท้าย แทบทุกวิชาก็เรียนจบเกือบหมดแล้ว ช่วงนี้เลยกลายเป็นช่วงที่เพื่อนๆ จะได้พบปะกัน เป็นช่วงสุดท้าย ก่อนจะสอบไล่และเอ็นทรานซ์
“แนนเป็นอะไรหรือเปล่า เงียบจังเลยวันนี้” อีฟเพื่อนสนิทของแนนถาม “ไม่เป็นไร แค่เครียดเรื่องจะสอบนิดหน่อยน่ะ” แนนตอบ แล้วจู่ๆ ก็มีช่อกุหลาบมาวางตรงกลางม้าหินขัดที่พวกแนนนั่งกันอยู่ “แฮปปี้ วาเลนไทน์ ย้อนหลังน่ะแนน” เสียงดังมาจากทางด้านหลัง เม่นเป็นเพื่อนห้องเดียวกับแนนมาตั้งแต่ม.ต้น เม่นนั่นเองที่เป็นคนเอาช่อกุหลาบมาวาง “ขอบคุณมากน่ะ” แนนตอบ แล้วเม่นก็ยิ้มแล้วเดินจากไป การแซวในกลุ่มเพื่อนจึงเกิดขึ้น
“อืม แนน เดี๋ยววันนี้เลิกเรียนไปหาดูชุดกันไหม” อีฟถาม “ชุด??” แนน ถามด้วยความสงสัย “ก็ชุดที่จะใส่ไปงานเลี้ยงตอนสอบเสร็จไง ลืมแล้วเหรอ” อีฟอธิบาย “อืม ไปสิ” แนนตอบ
หลังจากเลิกเรียนกลุ่มเพื่อนๆ ของแนนก็พาแนนไปเดินดูชุด การคลุกคลีกับเพื่อนทำให้แนนเริ่มดีขึ้น แม้จะชั่วคราวก็ตาม ในขณะที่กำลังเดินดูเสื้อผ้าอยู่ ก็มีเสียงจากกลุ่มเพื่อน “อ้าว นั้นดนัยนี่นา มากับอัยย์ด้วย” สายตาของแนนที่กำลังมองเสื้ออยู่ก็ต้องละสายตา แล้วหันไปมองตามเสียงของเพื่อนๆ ดนัยกำลังเดินดูของกับอัยย์ อัยย์เป็นเพื่อนคนละห้องกับแนน น้ำตาที่เหือดแห้ง ก็กลับมาคลอที่ดวงตาอีกครั้ง แนนขอเพื่อนไปเข้าห้องน้ำ
“เราต้องเข้มแข็งสิ เราต้องเข้มแข็ง” แนนพูดกับตัวเองในกระจก “อ้าว แนน” อัยย์เดินเข้ามาในห้องน้ำพร้อมร้องทัก “แนนมาทำอะไรน่ะ” อัยย์ถาม “ก็มาดูชุดน่ะ จะใส่ไปงานวันเลี้ยงตอนสอบเสร็จ แล้วอัยย์ล่ะ” แนนพูด “ก็มาเดินเล่นน่ะ แล้วก็ชวนดนัยมาดูหนังด้วย” อัยย์ตอบ “ดนัยไม่ได้มาเรียนนี้วันนี้” แนนพูดขึ้น “ตอนอัยย์โทร.ไป ก็บอกว่าไม่ว่างน่ะ คะยั้นคะยอตั้งนานกว่าจะมาได้” อัยย์ตอบ “เหรอ งั้นเดี๋ยวแนนไปก่อนน่ะเดี๋ยวเพื่อนๆ จะรอ” แนนตอบพร้อมโบกมือ แล้วพลันก้าวออกจากห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว เมื่อพ้นห้องน้ำออกมา สิ่งแรกที่สายตาของแนนก็คือ สายตาที่คุ้นเคย
“ดนัย!!”
-----------------ติดตามตอนต่อไป----------------- October 12 ตอนที่ 1หลังจากเปิดเรียนชั้นม.6 ได้สัปดาห์เดียว แนนก็ต้องมานั่งเรียนพิเศษ กลายเป็นเรื่องประจำแล้วล่ะ สำหรับเด็กสมัยนี้ แนนกำลังเดินออกมาจากสถานที่กวดวิชา ด้วยอารมณ์ที่แสนเบื่อหน่าย ตอนนี้ฝนตกมาประมาณชั่วโมงครึ่งแล้วและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย แนนหยุดรอฝนอยู่ใต้ร่มของอาคารเรียนพิเศษ แล้วก็มีรถยนต์มาจอด รถคันนั้นเป็นรถของเพื่อนที่รอฝนเป็นเพื่อนแนน “ไปก่อนน่ะแนน” และแล้วเพื่อนคนสุดท้ายที่ยืนหลบฝนด้วยกันก็กลับไปก่อนเราซะแล้ว “ที่บ้านก็ไม่มีใครอยู่ซะด้วยสิ สงสัยคงต้องฝ่าฝนกลับซะแล้วสิเรา” บริเวณที่แนนยืนอยู่ก็มีคนยืนหลบฝนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน จู่ๆ แนนก็เห็นชายหนุ่มเปียกมาทั้งตัว วิ่งมาหยุดอยู่ข้างๆ แนน “อ้าวแนน ยังไม่กลับอีกเหรอ” ดนัย เพื่อนที่โรงเรียนก็วิ่งมาทัก และมายืนหลบฝนอยู่ข้างๆ แนน “อืม ฝนยังตกไม่หยุดเลย จะฝ่าฝนไปรอรถเมล์คงไม่ไหวอ่ะ” แนนตอบ “งั้นเรารอเป็นเพื่อนแล้วกันน่ะ” ดนัยตอบอย่างอารมณ์ดี “โห เปียกขนาดนี้แล้ว ดนัยรีบกลับเถอะเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” แนนถาม “ไม่เป็นไรน่า” ดนัยตอบแล้วก็ชวนคุยแนนคุยไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นทั้งสองก็คุยกันไปหลบฝนไปพลาง หลังจากคุยกันอยู่สักประมาณ 15 นาที ดนัยก็บอกว่า “ดูท่าจะยังตกอีกนานแน่เลย เอางี้ดีกว่า” จู่ๆ ดนัยก็ถอดเสื้อเชิ้ตออกมา เหลือแต่เสื้อยืดสีขาว “มา เดี๋ยวเราพาไปที่ป้ายรถเมล์” ตอนนี้แก้มของแนนกลับเปลี่ยนเป็นสีชมพูไปซะแล้ว แนนทำตามที่ดนัยบอก แต่โชคดีที่ฝนหยุดตกพอดี เมื่อมาถึงป้ายรถเมล์ รถเมล์ของดนัยก็มาพอดี “งั้นเราไปก่อนน่ะ แล้วพรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียน” ส่งยิ้มแล้วก็ขึ้นรถเมล์หายไป หัวใจที่เต้นโครมครามเมื่อตะกี้ก็เบาลง แต่หน้าที่ยังยิ้มยังไม่หายไป “ขอบคุณน่ะ ดนัย”
จากวันนั้นมา ทั้งคู่ก็ยังเป็นเพื่อนกันปรกติ ได้คุยกันที่โรงเรียนเป็นบางครั้ง แม้จะอยู่โรงเรียนเดียวกัน แต่ทั้งสองก็มีกลุ่มเพื่อน จึงไม่ได้มีโอกาสได้คุยกันบ่อยนัก
และหลังจากเรียนเสร็จ กลับถึงบ้าน อ่านหนังสือ ทำการบ้านเสร็จแนนก็ออนเอ็มเอสเอ็น และได้คุยกับดนัย อยู่เสมอๆ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้แนนไม่สบายใจ ดนัยก็เป็นที่ปรึกษาที่ดีเสมอมา ไม่เคยไม่มีครั้งไหนที่ได้คุยกับดนัยแล้วแนนไม่ยิ้ม แม้จะเป็นการคุยทางเอ็มเอสเอ็นก็ตาม
“แนนชอบดนัยน่ะ” คำขึ้นต้นในไดอารี่ของแนน ในวันสิ้นปี แนนหวังว่าจะมีโอกาสได้บอกกับดนัย เหมือนที่แนนได้เขียนในไดอารี่ แต่แนนก็ไม่กล้าที่จะบอก เพราะแนนก็ไม่รู้ว่าดนัยจะคิดเหมือนแนนหรือเปล่า
หลังจากวันสิ้นปี แนนก็เริ่มที่จะมั่นใจตัวเองมากขึ้น ว่าแนนชอบดนัยจริงๆ แต่แนนก็อยากรู้ความรู้สึกของดนัยบ้าง แนนพยายามจะพิมพ์ถามในเอ็มเอสเอ็นหรือถามเมื่อมีโอกาสได้คุยกัน ว่า “แนนชอบดนัยน่ะ แล้วดนัยคิดยังไงกับแนน?” แต่แล้วก็ได้แต่เปลี่ยนใจ เปลี่ยนเรื่องคุยอยู่เสมอ
ก่อนถึงวันวาเลนไทน์สองวัน “แนน วันนี้ว่างไหม ไปเดินซื้อของกับเราหน่อยสิ” หัวใจก็เต้นโครมครามอีกเหมือนเคย “อืม ได้สิ แน้ จะชวนไปซื้อของขวัญวันวาเลนไทน์ให้สาวไหนเหรอ” “เอาน่า ช่วยกันหน่อยสิ” “ก็ได้ แหมๆ มีความลับด้วยน่ะ”
“เหมือนเป็นการออกเดตเลย” ความรู้สึกของแนนตอนนี้ การได้มาเดินกับดนัยสองคน ยิ่งรู้สึกว่าชอบดนัยมากขึ้นทุกที ในระหว่างการเดินดนัยก็จะถามความคิดเห็นอยู่เสมอ ว่าแนนคิดกับเรื่องนี้อย่างไร เรื่องนั้นอย่างไร รับฟังทุกอย่างที่แนนบรรยาย ว่าถ้าเหตุการณ์อย่างนี้ ความรู้สึกก็คงเป็นอย่างนี้แหล่ะ แล้วก็ถามเสมอๆ เลยว่า “แล้ววันวาเลนไทน์แนน อยากได้อะไร” “ไม่บอกหรอก บอกแล้วจะซื้อให้ไหมล่ะ” แล้วก็เปลี่ยนเรื่องทันที แต่แนนก็บอกดนัยน่ะ ว่าแนนชอบอะไร ไม่รู้ว่าเขาสังเกตหรือเปล่า เพราะเวลาเดินไปเจอของที่แนนชอบ แนนก็จะบอกว่าชอบอันนั้นอันนี้ หวังว่าดนัยจะรู้น่ะ
แล้วสุดท้ายวันนั้นก็ไม่ได้ซื้ออะไรเลยสักชิ้น กลายเป็นการเดินคุยกันซะมากกว่า แต่ก็ทำให้แนนนอนไม่หลับเลยสำหรับวันนั้น ได้กลับมานั่งเขียนไดอารี่ยาวเป็นหางว่าวเลยทีเดียว
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ วันนี้วันอาทิตย์ แนนเตรียมของขวัญที่จะให้ดนัยแล้วล่ะ แต่ก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะเอาไปให้ดนัยยังไงดีน้า เอาล่ะ เอาไปก่อนมันต้องมีสักทางสิน้า ของขวัญชิ้นนี้แนนเตรียมมาตั้งแต่วันสิ้นปีนั้นล่ะ วันที่ตัดสินใจว่า “แนนชอบดนัย” แนนก็ทักเสื้อไหมพรหมตัวนี้มาตลอด “แล้วพรุ่งนี้น่ะ แล้วพรุ่งนี้ จะบอก” แนนกล่าวกลับตัวเองก่อนจะหลับไป
วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ ตื่นแต่เช้าเลยวันนี้ รีบไปดีกว่า เอาให้ก่อนเข้าแถวเลย แนนไปโรงเรียนแต่เช้าเลย และก็รอๆๆๆ เข้าแถวแล้ว ดนัยก็ไม่มา “เอ้ เป็นอะไรหรือเปล่าน่ะ เมื่อวานก็ไม่ออนเอ็ม” แนนคิด “แนน วันนี้เป็นอะไรหรือเปล่า เหมือนเหม่อๆ เลย” ตายละ อาการของแนนแสดงออกขนาดนั้นเลยเหรอนี้ จนเลิกเรียน แนนก็กำลังจะเดินมาขึ้นรถเมล์ที่หน้าโรงเรียน ในใจก็หมดหวังที่จะให้และบอกความรู้สึกกับดนัย ฝนตกอีกแล้ว แนนเลยนั่งรออยู่ที่อาคารเรียนสักพัก จู่ๆ ดนัยก็วิ่งฝ่าฝนเข้ามาในอาคาร กับชุดเหมือนในวันนั้น วันที่ได้ยืนหลบฝนด้วยกัน “อ้าว ดนัย ไปไหนมาทำไมวันนี้ไม่มาเรียนล่ะ” “วู้ วันนี้ไปทำธุระมาน่ะ ก็เลยไม่ได้มา” “อ้าว แล้วมาที่โรงเรียนทำไมล่ะเนี่ยะ” “มาเจอใครบางคนน่ะ คิดว่าเขาน่าจะรอเราที่โรงเรียน แล้ววันนี้ก็เป็นวันสำคัญด้วยสิ เราจะเอาของขวัญมาให้เขาในวันวาเลนไทน์ไง” “แหม หวานเชียวน่ะ” ดนัยยิ้ม แล้วพลางสลัดน้ำที่อยู่บนหัวออก “ดนัย แนนมีอะไรจะบอก” ดนัยหยุดแล้วก็ยืนตัวตรงมองหน้าแนน ตอนนี้แนนตัวแข็งไปแล้ว “ฉันพูดอะไรออกไปนี้” แนนคิดในใจ “อะไรเหรอ” “แนนชอบดนัย แล้ว...ดนัยคิดยังไงกับเรา” หลุดปากออกไปแล้ว ฝนภายนอกยังตกไม่หยุด
แนนและดนัยยืนอยู่ในตึกนั้น มองหน้ากันอย่างไม่ละสายตา แนนที่ทั้งหน้าแดงเขินอาย แต่ในมือก็มีห่อของขวัญที่กำลังยื่นไปให้ดนัย
-----------------ติดตามตอนต่อไป-----------------
<object width="300" height="110"><param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/Glk6jFTi2i"></param><param name="wmode" value="transparent"></param><embed src="http://media.imeem.com/m/Glk6jFTi2i" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="110" wmode="transparent"></embed><a href="คำถามthis">http://www.imeem.com/people/ocxF3RB/music/Efwks6LG/ffk_this_song_kill_my_friend/">คำถามthis song kill my friend - เฟย์ ฟาง แก้วFFK</a></object> September 12 13 กันยายน 2527 วันที่ต้องคิดถึงแม่ที่สุดสวัสดีๆๆๆๆๆ นานนนนนนนนน มากกกกกกกก แล้วที่เราไม่ได้กลับมาคุยกันเลยน่ะเนี่ยะ อืม นานเหมือนกันเนอะ เพราะก่อนหน้านี้เราก็แค่พยายามจะทำให้สเปซของเรากลายเป็นอะไรๆ ที่มีสาระขึ้นมา แต่แล้วด้วยเหตุการณ์ต่างๆ นานา ก็พาให้เราต้องห่างไกล (เบ้ย)
ช่วงที่ผ่านมา ผ่านทั้งช่วงโมโหสุดตีน (โอ้วเยส) และช่วงที่ห้าวโคตรๆ (ไม่ไว้หน้าใคร) ไม่น่าเชื่อ สงสัยจะเก็บกดมาก
คือจริงๆ แล้วพรุ่งนี้มันก็วันเกิดเราน่ะนะ ก็เลยเข้ามาเขียนเรื่องของตัวเองถือเป็นการทบทวนหน่อยดีกว่า
ช่วงที่ผ่านมา(ซ้ำๆ) คิดว่าตัวเราเองเนี่ยะขี้เกียจและสันหลังยาวขึ้นมากเลยทีเดียว จะพยายามปรับปรุงตัวน่ะเจ้าค่ะ แต่ต้องยอมรับเลยว่าการที่เราใช้ชีวิตตามอำเภอใจเนี่ยะมันไม่ค่อยดีเลย (เรามันพวกสุดขั้วน่ะ) ดังนั้นขอตั้งปณิธานว่า ตั้งแต่อาทิตย์หน้าจะตั้งหน้าตั้งตาทำงาน และจะตั้งหน้าตั้งตากลับมาลดน้ำหนัก (อ้วนมากกกกกกกกกกเลย ไม่เคยคิดว่าตัวเราจะอ้วนได้ขนาดนี้ แงๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เค้ารับไม่ได้)
จะวันเกิดแล้วทั้งที ก็ไม่รู้ว่าทำไมไอ้เดือนนี้คนเกิดเยอะอย่างแรง ถ้ามีคนไหนที่ผมจำวันเกิดไม่ได้ก็อย่าถือสาเลยล่ะกันน่ะครับ เพราะมีแต่คนเกิดจริงๆ เดือนนี้ อิอิ
แต่ละปี ปีไหนที่ไม่ได้ทำบุญ สิ่งที่ตามมามักมีแต่เรื่องโชคร้าย (บางทีโชคเลือดเลยทีเดียว) หวังว่าวันเสาร์จะกลับไปทันใส่บาตรน่ะเจ้าค่ะ
เหตุการณ์ที่ผ่านมา แม้จะเป็นเรื่องราวที่ดีหรือไม่ดี ล้วนแล้วแต่เป็นบทเรียนที่ดีแก่ชีวิตได้เสมอ ขอแค่ปรับทัศนคติ ใช้มุมมองที่ดีมองมัน แล้วนำมาปรับใช้ สิ่งเบื้องหลังในอดีตที่ไม่ดีปานใดก็จะเป็นบทเรียนที่ดีได้ตลอดชีวิต
ที่ต้องกล่าวแบบนี้เพราะว่าหลังจากการที่ทำงานที่เก่ามาทำให้ได้เจอและพบประสบการณ์ต่างๆ นานา บางคนปิดอยู่กับความคิดของตนเอง บางคนติดอยู่กับความคิดของคนใกล้ตัว บางคนผันแปรไปตามความคิดของคนรอบข้าง น่าเสียดายที่คนที่มีอำนาจไม่เดินสายกลางที่จะนำความคิดของคนทั้งหมดมารวมกันแล้วพัฒนา (ตอนนี้เรากลายเป็นคนปิดอยู่กับความคิดตัวเองแหล่ะ แย่จัง) เลยทำให้บริษัทเก่าผม กลายเป็นสภาพอย่างนั้นไป ไม่น่าเชื่อจริงๆ น่ะ ว่าตอนต้นปีกลับตอนปลายปีจะเป็นคนละเรื่องกันอย่างนี้ 5555 นี่แหล่ะน้า ที่เขาว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
กลายเป็นว่าการตัดสินใจ ที่สำหรับเราที่ว่าใหญ่ว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะหลังจากนั้น คนมีอำนาจไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้คนใต้อำนาจต้องลำบาก แล้วเขาจะอยู่กันอย่างไร หวังเพียงว่า พวกพี่จะปลอดภัย (ป้าด ไม่ได้ขับรถชนซะหน่อย) ไม่มีปัญหาในชีวิตกันน่ะครับ หาทางออกได้ ปัญหาทุกอย่างล้วนมีทางออกเสมอ แม้ว่าบางทีอาจจำเป็นต้องใช้เวลามากหน่อยก็ตาม
ส่วนผมหลังจากการย้ายมาที่ใหม่ อืมมมมมม อะไรๆ หลายๆ อย่างที่ชินกับที่เดิมมันก็ยังชินกับที่เดิมน่ะนะ 55555 นิสัยไม่ดีเลย ข้อเสียเหรอ มีน่ะ มีเหมือนทุกที่น่ะแหล่ะ 55555 การเปลี่ยนบริษัทก็ดียังงี้แหล่ะ ทำให้เราเข้าใจถึงการทำงานมากขึ้น ตอนนี้หน้าที่รับผิดชอบก็กำลังทยอยเข้ามาพร้อมกับ...อะไรที่เราไม่ชอบ แต่ก็คงต้องใส่หน้ากากกันยกใหญ่ล่ะทีนี้
การเดินเกมที่ย้ายมาบริษัทใหม่ สำหรับผมถือว่าเร็วไปหน่อย การปรับสภาพเลยช้าไปนิด รวมทั้งการที่พี่ชายผมกำลังจะย้ายออกด้วย เลยพาลทำให้ผมนิสัยเสียไปหมด นิสัยเสียจริงๆ น่ะ ขนาดตอนนี้ยังไม่ยอมนอนเลยเนี่ยะ
บริษัทนี้ ผมคงได้เดินทางเยอะกว่าเดิม บางทีก็ดีน่ะ (ไม่ถือว่าเที่ยวหรอก) แต่บางทีก็เหนื่อย (ทำงานนี่นาไม่เหนื่อยก็ไม่เรียกว่าทำงานหรอก) แต่ต้องขอโทษจริงๆ น่ะครับ ไว้รวยกว่านี้มีของฝากให้ทุกคนแน่นอน ^_^ เฮ้อ ทำไมเรื่องเงินต้องเป็นเรื่องใหญ่ด้วยเนอะ 5555
สรุปเกี่ยวกับงานใหม่ ต้องพยายามกว่านี้น่ะ อาทิตย์ยกให้ถือเป็นอาทิตย์วันเกิดแล้วกัน โฮะๆๆๆๆๆ เอ๊ะหรือให้ทั้งเดือนดี (เยอะไปป่าวเนี่ย)
เราไม่พูดถึงการเมืองดีกว่าเนอะ
อยากให้คุณแม่หายป่วย กลับมาแข็งแรงเร็วๆ จัง แต่ไอ้เรารึก็ไม่ได้ช่วยอะไรคุณแม่เลย กลับไปก็มีแต่อ้อน ง่า ก็นานๆ กลับที (อาทิตย์ละครั้งเนี่ยะน่ะ) นี่นา ถ้าขอได้อีกอย่างเลิกติดทีวีก็ดีน่ะ จะได้หายเครียด
ช่วงที่ผ่านมาเราเสียญาติไปคนนึง จริงๆ แล้วตั้งแต่เด็กมา (ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่อง) นี้เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกสูญเสีย นึกภาพที่เคยชินตา แต่พบว่าเมื่อจะได้เห็นภาพที่ชินตากลับจะไม่เห็นใครคนนั้นแล้ว ก็อดน้ำตาไหลไม่ได้ แตกพรูเลย อืม จริงๆ แล้ว เราคิดน่ะ ว่าถ้าเราเสียไปจะมีใครคิดถึงไหมน้า แต่สุดท้าย เราก็ไม่ได้คิดอะไรเรื่องนั้นแล้วล่ะ แค่เพียงหวังว่า ถ้าเราเสียไปจริงๆ ไม่ได้ทำให้ใครลำบากก็จะดีน่ะ 55555555 ไม่ใช่หนังสือลาตายน่ะ แค่ตอนเด็กเคยคิดเล่นๆ น่ะว่า ถ้าเราตายจะมีใครมาเยี่ยมไหมน้า แต่จะมีคนมาเยอะทำไม ถ้าไม่จริงใจจริงม้า แค่อยากให้รู้ว่า ไม่มีใครรักเราเท่าครอบครัวหรอกน่ะ (จริงๆ ก็มีข้อยกเว้นบ้างน่ะนะ) เพราะฉะนั้นถ้าจะคิดถึงใคร ก็อย่าลืมคิดถึงครอบครัวด้วยน่ะ ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเป็นคนแรก เป็นคนสุดท้ายก็ยังดี ^_^ เพราะ ครอบครัวแม้บางครั้งจะนึกถึงคนอื่นมากกว่ากันไปบ้าง แต่ก็ไม่มีใครลืมใครอยู่แล้ว ^_^
เอาล่ะ เข้าช่วงสุดท้ายเพราะจะตี 3 ครึ่งล่ะ ขออวยพร เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ขอให้ผลบุญกุศลที่ผมเคยทำมาหรือมีอยู่ ช่วยดลบันดาลให้เกิดแต่สิ่งดีๆ แก่แม่ พ่อ และพี่น้อง คนที่ผมรัก คนที่ผมรู้จัก และคนที่ผมไม่ชอบขี้หน้า(เอ่อ แรงไปไหมเนี่ย) ช่วยปกปักคุ้มครองให้มีแต่ความสุขน่ะครับ (ความเจริญต้องทำด้วยตัวเอง โรคภัยไม่เบียดเบียนนั้นก็คือสุขอีกอย่างนึงน่ะ) สาธุ จะบอกว่าใครหวังสิ่งใดให้ได้ดังหวังก็เกินไปน่ะนะ แต่จะขอให้ใครหวังสิ่งใดพยายามสิ่งไหนที่ดีแล้วประสบความสำเร็จแล้วกันน่ะครับ แต่ต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อนด้วย
สุขสันต์วันคล้ายวันเกิด ชูสิทธิ์ ศรีสุทธิกมล (ชวภณ ชัยเลิศวาณิช)
รักแม่ที่สุดเลย ที่ทำให้ผมมาได้ขนาดนี้ ขอโทษน่ะครับที่งี่เง่าบ่อยๆ แต่รักแม่น่ะ (ถ้าแม่มาอ่านเขิลแย่เลย อิอิ)
ส่งท้ายล่ะ ฝากฟากฟ้าดูแลยามเธอเหงา หากเธอเศร้ากอดเธอไว้ในความฝัน ให้รอยยิ้มแต่งแต้มทุกคืนวัน และกระซิบสั้นสั้น Happy Birth Day
ปล.การไม่ได้เขียนนานทำให้มุขคลาดแคลนเลยน่ะเนี่ยะ ใครเผลอมาอ่านก็อย่าเครียดน่ะครับ |
|
||||
|
|